Landmine Monitor  
Toward A Mine-free World  
HOME     RESEARCH     NEWS     ORDER     CONTACTS     COMMENTS     FACTSHEETS
REPORTS:     2007     2006     2005     2004     2003     2002     2001     2000     1999
LM Report 2003 

English | Locally published version as PDF

รายงานการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ทุ่นระเบิดในประเทศไทย ประจำปี 2546

ความก้าวหน้าสำคัญ ๆ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2545: ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 15 - 19 กันยายน 2546 ในกรุงเทพฯ ไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชุดสุดท้ายในคลังสะสมในเดือนเมษายน 2546 การกวาดล้างทุ่นระเบิดในปี 2545 ครอบคลุมพื้นที่ 368,351 ตารางเมตร คณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่และมีการประชุมครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2545

นโยบายเรื่องการห้ามทุ่นระเบิด

ไทยลงนามในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 และให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดมีผลบังคับใช้ในไทยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นมา ไทยยังไม่ได้จัดเตรียมกฏหมายท้องถิ่นเพื่อกำกับการปฏิบัติตามพันธกรณีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ได้มีการจัดทำ “ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการควบคุมการปฏิบัติตามอนุสัญญา”[1] นอกจากนั้น กระทรวงกลาโหมยังอยู่ในระหว่างการแก้ไขกฏข้อบังคับต่าง ๆ จำนวนหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกับการห้ามทุ่นระเบิด[2]

ไทยส่งมอบรายงานความโปร่งใส ตามมาตรา 7 ของอนุสัญญาฯ ประจำปีปฏิทิน 2545 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2546

ไทยและนอร์เวย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานร่วมของคณะกรรมการประจำด้านสถานะทั่วไปและปฏิบัติการของอนุสัญญาฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2544 จนถึงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ประจำปีครั้งที่ 4 ในเดือนกันยายน 2545 นอกจากนั้น ไทยยังมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมการประชุมระหว่างสมัยประชุม ทั้งในเดือนกุมภาพันธ์และพฤษภาคม 2546 รวมถึงการพบปะหารือของกลุ่มความร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการต่าง ๆ (Contact Groups) ที่มีความสนใจร่วมในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การสนับสนุนความเป็นสากลของอนุสัญญาฯ รายงานความโปร่งใส และการระดมทรัพยากร

ที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ประจำปีครั้งที่ 4 ได้อนุมัติข้อเสนอของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 5 ในกรุงเทพฯ โดยได้กำหนดระยะเวลาการประชุมเป็นวันที่ 15-19 กันยายน 2546 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 5[3] พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 5 คณะเพื่อจัดเตรียมการประชุมรัฐภาคีฯ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2546[4] รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวนห้าล้านบาท (117,346 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ)[5] เพื่อการจัดประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 5[6] ในฐานะว่าที่ประธานการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 5 ไทยได้เข้าร่วมการประชุมต่าง ๆ ของคณะกรรมการประสานงานของอนุสัญญาฯ

องค์กรเอกชนต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย องค์การคนพิการสากล มูลนิธิพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ องค์การแฮนดิแคปอินเตอร์เนชั่นแนล-ประเทศไทย และคณะทำงานไทยรณรงค์เพื่อยุติกับระเบิด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในคณะทำงานด้านวิชาการ ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) เป็นประธาน[7]

รัฐภาคีจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค ได้รวมตัวกันในนาม Bangkok Regional Action Group (BRAG) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่อต้านทุ่นระเบิดต่าง ๆ ภายในภูมิภาค ก่อนหน้าการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 5[8] ไทย พร้อมด้วยออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในภูมิภาค ได้ร่วมยื่น Joint Demarche เรียกร้องให้ประเทศที่ยังไม่ได้เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาฯ เร่งดำเนินขั้นตอนภาคิยานุวัติเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีโดยเร็วที่สุด[9] ในที่ประชุมคณะกรรมการประจำระหว่างสมัยประชุมในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ผู้แทนไทยได้แถลงว่า “วิถีทางที่ปฏิบัติได้ดีที่สุดเพื่อยกระดับความร่วมมือในอนุสัญญาฯ ได้แก่การใช้วิธีก้าวไปทีละก้าว โดยเริ่มจากการกระตุ้นความร่วมมือในกิจกรรมด้านทุ่นระเบิดภายในภูมิภาค”[10] ต่อมาในเดือนเดียวกัน ในที่ประชุมเรื่องการลดอาวุธ ไทยได้เชิญชวนให้ทุกประเทศเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดครั้งที่ 5 โดยชี้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการจัดประชุมในเอเชีย[11]

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ไทยออกเสียงสนับสนุนมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หมายเลข 57/74 ซึ่งเรียกร้องความเป็นสากลและการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด ในฐานะว่าที่ประธานการประชุมรัฐภาคีครั้งที่ 5 ไทยได้ร่วมกับเบลเยี่ยม ประธานการประชุมในปัจจุบัน และนิคารากัว ประธานการประชุมครั้งล่าสุด ในการเสนอมติดังกล่าว ไทยมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาผู้สนับสนุนมติร่วมจากบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค

คณะกรรมการอาวุโสของอาเซียนได้หยิบยกข้อเสนอแนะจากการสัมมนาระดับภูมิภาคเรื่องทุ่นระเบิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จัดขึ้นในไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 ขึ้นมาหารือ และเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียนระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม 2546.[12]

คณะทำงานไทยรณรงค์เพื่อยุติกับระเบิด ได้จัดพิมพ์และเผยแพร่เอกสารรายงานการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ทุ่นระเบิดในประเทศไทย ประจำปี 2545 (ตามรูปแบบการรายงานของ Landmine Monitor Report 2002) อย่างกว้างขวาง ทั้งแก่หน่วยงานราชการและพลเรือน

การผลิตและโอน

ไทยระบุว่าไม่เคยทำการผลิตทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมาก่อน[13] รวมถึงทุ่นระเบิดแบบอโลหะ M18 (เคลย์โมร์)[14] รัฐบาลไทยไม่เคยส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม* 2544 (*ทีมวิจัยสถานการณ์ฯ Landmine Monitor ในไทย แก้ไขข้อมูลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) ได้เกิดกรณีข้าราชการกองทัพบกไทย 2 นายที่เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามลักลอบส่งออกทุ่นระเบิดอย่างผิดกฏหมาย คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการสอบพยานโดยศาลทหาร[15] Landmine Monitor ไม่ได้รับการขานรับจากรัฐบาลไทยในเรื่องข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะก่อนหน้านี้ กล่าวคือ กรณีที่นักธุรกิจและนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาขายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้แก่กลุ่มกบฏพม่าในปี 2544 [16]

ในเดือนพฤศจิกายน 2545 รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ Phnom Penh Post (ในกัมพูชา) ระบุว่ากลุ่มนักลอบนำของเถื่อนชาวกัมพูชา ถูกสังหารและได้รับบาดเจ็บหลังจากถูกตำรวจตระเวนชายแดนไทยผลักดันให้ล่าถอยไปในพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดฝังอยู่[17] กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและ “พบว่าตำรวจตระเวนชายแดนไทยไม่ได้วางฝังทุ่นระเบิดหรือใช้ทุ่นระเบิดในปฏิบัติการดังกล่าว”[18] ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ก็ได้ดำเนินการตรวจสอบเช่นกัน หากแต่ไม่พบหลักฐานว่ามีการวางฝังทุ่นระเบิด หรือทุ่นระเบิดได้สังหารกลุ่มผู้ลักลอบเหล่านั้น[19]

การสะสมในคลังและการทำลาย

ไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในคลังสะสมหมดสิ้นไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 ในพิธีที่จัดขึ้นเป็นพิเศษในวันดังกล่าว เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย และอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้กดปุ่มทำลายทุ่นระเบิดชุดสุดท้าย[20]

ไทยเคยมีทุ่นระเบิดในคลังสะสมทั้งสิ้นจำนวน 342,695 ทุ่น ระหว่างปี 2542-2545 ได้มีการทำลายทุ่นระเบิดจำนวน 286,245 ทุ่น[21] และในปี 2546 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน 2546 ไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดอีกจำนวน 51,480 ทุ่น ดังนั้น จำนวนทุ่นระเบิดที่ถูกทำลายไป คือ 337,725 ทุ่น โดยมีค่าใช้จ่าย 10 บาทต่อทุ่น (0.23 ดอลล่าร์สหรัฐ) ปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐบาลไทย [22]

ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกทำลาย หลังจากการรายงานล่าสุดของ Landmine Monitor Report 2002

จังหวัดที่ตั้ง
สนามทำลายทุ่นระเบิด
วัน-เดือน-ปี
จำนวนทุ่นระเบิด
ที่ถูกทำลาย
จำนวนทุ่นระเบิด
ที่คงเหลือในคลัง*
ลพบุรี (กองทัพบก)
5-29 สิงหาคม 2545
20,000
56,450
ราชบุรี (กองทัพบก)
19 กุมภาพันธ์ - 5 มีนาคม 2546
11,264
45,186
ลพบุรี (กองทัพบก)
10-27 มีนาคม 2546
13,472
31,714
จันทบุรี (กองทัพเรือ)
18-23 เมษายน 2546
13,272
18,442
ลพบุรี (กองทัพบก)
10-24 เมษายน 2546
13,472
4,970
ยอดรวม
71,480
4,970

* รวมทุ่นระเบิดจำนวน 4,970 ทุ่นที่เก็บไว้เพื่อการฝึกอบรม

ตามที่มาตรา 3 ของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดได้ระบุอนุญาต ไทยได้สงวนทุ่นระเบิดจำนวน 4,970 ทุ่นไว้เพื่อการฝึกอบรมและศึกษาวิจัย ในระยะแรก ไทยได้เสนอขอเก็บทุ่นระเบิดจำนวน 9,487 ทุ่น แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2544 ได้มีการลดจำนวนลง หน่วยงานที่รับผิดชอบทุ่นระเบิดที่สงวนไว้ ได้แก่ กองทัพบก (3,000 ทุ่น) กองทัพเรือ (1,000 ทุ่น) กองทัพอากาศ (600 ทุ่น) และสถาบันตำรวจแห่งชาติ โดยกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดน (370 ทุ่น)[23] ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติระบุว่า ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2546 ยังไม่มีการนำทุ่นระเบิดที่สงวนไว้ไปใช้แต่อย่างใด แต่ทุ่นระเบิดที่ใช้ในการฝึกอบรมในระยะที่ผ่านมา อาจนำมาจากจำนวนที่ต้องนำไปทำลาย[24]

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติรายงานว่าทุกหน่วยของเหล่าทัพได้รับทราบแล้วว่าจะใช้ทุ่นระเบิดแบบอโลหะ M18 (เคลย์โมร์) ได้เฉพาะเมื่อมีการควบคุมการจุดระเบิดโดยบุคคลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใด ๆ เพื่อดัดแปลงชิ้นส่วน อันจะประกันว่าจะสามารถใช้ระเบิดเคลย์โมร์ได้เฉพาะเมื่อบุคคลควบคุมการจุดระเบิด[25] ไทยไม่ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับระเบิดเคลย์โมร์ในคลังสะสม ในรายงานความโปร่งใสตามมาตรา 7

ปัญหาทุ่นระเบิด การสำรวจและประเมินสถานการณ์

รายงานการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิดในประเทศไทย (Landmine Impact Survey - Kingdom of Thailand) ซึ่งแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2544 ระบุว่ามีพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดฝังอยู่มากกว่า 2,556,000,000 ตารางเมตร ใน 27 จังหวัดตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และมาเลเซีย[26] รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่ามี 531 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด ซึ่งรวมถึง 297 ชุมชนตามชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดฝังอยู่ 934 แห่ง ไม่มีการทำเครื่องหมายเตือนภัย ยกเว้นบริเวณที่มีปฏิบัติการเก็บกู้กวาดล้าง[27] หน่วยงานทหารมีแผนที่พื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดเพียงบางแห่งเท่านั้น ทุกวันนี้ พลเรือนจำนวนมากยังคงเสี่ยงภัยอย่างมากเมื่อเข้าไปในพื้นที่ที่รู้ว่ามีทุ่นระเบิดฝังอยู่เพื่อหาอาหาร เก็บฟืน และทำการเกษตรเพื่อยังชีพ ทางเลือกอื่นไม่เปิดโอกาสให้มีงานทำมากนัก จึงมีแรงบีบบังคับให้พวกเขาต้องใช้พื้นที่เหล่านั้น

เอกสารรายงานการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิด ซึ่งครอบคลุมผลการดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 ได้รับการเผยแพร่ในช่วงกลางปี 2545 และหน่วยงานในไทยได้รับเอกสารฉบับดังกล่าวในเดือนตุลาคม 2545[28] การเผยแพร่เอกสารอยู่ในวงจำกัดมาก รายงานฉบับนี้อยู่ในระหว่างการจัดแปลเป็นภาษาไทย เมื่อเปรียบเทียบกับการแถลงผลการสำรวจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2544 พบว่าข้อมูลในเอกสารรายงานมีความแตกต่างออกไปเล็กน้อย[29]

ภายหลังจากการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิด ศทช. โครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Humanitarian Demining Program: USHDP) และมูลนิธิพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ดำเนินการสำรวจแบบรวบรัด โดยตรวจสอบพื้นที่บางแห่งที่ได้รับการสำรวจไปก่อนหน้านี้แล้ว[30]

ระบบปฏิบัติการฐานข้อมูลเพื่อปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (Information Management System for Mine Action: IMSMA) ได้รับการติดตั้งไว้ที่ ศทช. ตั้งแต่ต้นปี 2544 และใช้ปฏิบัติการได้อย่างเต็มที่ ข้อมูลจากการสำรวจผลกระทบฯ ได้รับการบรรจุไว้ในฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง[31]

การประสานงานและจัดทำแผนงาน

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เป็นหน่วยงานชั่วคราวภายใต้กองบัญชาการทหารสูงสุดของเหล่าทัพ และรับผิดชอบการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมระดับชาติ ศทช. ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลผ่านทางกองบัญชาการทหารสูงสุด ศทช. ไม่สามารถว่าจ้างพลเรือนทำงานโดยตรง และบุคลากรก็ไม่ได้มาจากกระทรวงอื่น ๆ ในระยะที่ผ่านมา ได้มีความพยายามในการขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงอื่น ๆ ในเรื่องการจัดหาทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือน หากแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ

คณะกรรมการดำเนินงานทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในระดับชาติ ซึ่งมีพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2545[32] คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ให้คำแนะนำต่อปฏิบัติการต่าง ๆ ดำเนินการประชาสัมพันธ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ให้คำแนะนำต่อรัฐบาล แต่งตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ขึ้นเพื่อดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และประสานงานกับหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง[33] ในที่ประชุมเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม คณะกรรมการอนุมัติ “แผนแม่บทการปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมของประเทศไทย ฉบับที่ 1 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1) ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2545-2549)”[34] แผนแม่บทดังกล่าว ซึ่งจัดทำขึ้นบนพื้นฐานผลการสำรวจผลกระทบจากทุ่นระเบิด ระบุถึงลำดับความสำคัญของพื้นที่ยุทธศาสตร์ 20 แห่ง การกำหนดลำดับความสำคัญเหล่านี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการของพลเรือน ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงสถานศึกษา ศาสนสถาน พื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งน้ำ[35]

ความช่วยเหลือและทุนสนับสนุนในปฏิบัติการทุ่นระเบิด

ในปีงบประมาณ 2545 (ตุลาคม 2544 - กันยายน 2545) ศทช. ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลไทยทั้งสิ้น 32 ล้านบาท (751,015 ดอลล่าร์สหรัฐ) สำหรับปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม[36] งบประมาณประจำปี 2546 ได้รับการจัดสรรไว้เพื่อปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมเป็นจำนวน 35 ล้านบาท (821,422 ดอลล่าร์สหรัฐ)

รัฐบาลไทยยังได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาท (117,346 ดอลล่าร์สหรัฐ) ให้แก่กองบัญชาการทหารสูงสุด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 5 นอกจากนั้น รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีกจำนวน 500,000 บาท (11,734 ดอลล่าร์สหรัฐ) เพื่อการจัดเตรียมการประชุมครั้งนี้ [37]

ในปี 2545 ความช่วยเหลือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการในประเทศไทยมีมูลค่ารวม 801,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (34,129,809 บาท) โดยจำนวนดังกล่าวครอบคลุมถึงการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อปฏิบัติการภาคสนามของ ศทช. คิดเป็นมูลค่า 650,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (27,695,850 บาท) ในขณะที่ส่วนที่เหลือได้ช่วยให้บุคลากรทางทหารจากสหรัฐอเมริกาสามารถจัดการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนไทย 2 ครั้ง[38] นอกจากนั้น ศทช. ยังคงใช้เครื่องจักรกล SDTT-48 (Pearson) และ TEMPEST เพื่อจุดประสงค์ด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความอุปภัมภ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอมริกา [39]

สำหรับปีงบประมาณ 2546 สหรัฐอเมริกาจะไม่จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโดยตรงให้แก่ไทยแต่อย่างใด โครงการความร่วมมือเพื่อจัดหาสุนัขตรวจค้นทุ่นระเบิดของ Marshall Legacy Institute ซึ่งสำนักงานโครงการกวาดล้างทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาจัดตั้งขึ้น ได้ตกลงจะจัดสรรสุนัขตรวจค้นที่ผ่านการฝึกแล้วจำนวน 6 ตัว ให้แก่หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (นปท.) ที่ 3 กลุ่มบริษัทรอยัล ดัชท์ เชลล์ (Royal Dutch Shell Group of Companies) เป็นผู้ให้ทุนจำนวน 100,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (4,260,900 บาท) เพื่อการจัดสรรสุนัข 6 ตัวดังกล่าว[40] ในปี 2546 สหรัฐอเมริกามีแผนจะบริจาคเครื่องจักรกล TEMPEST 1 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (4,260,900 บาท)[41]

สหรัฐอเมริกาและไทยอยู่ในระหว่างการเจรจาเรื่องบันทึกความเข้าใจเพื่อการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ซึ่งจะตั้งอยู่ในไทย ครอบคลุมงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยพลเรือน และบริหารจัดการโดยผู้ถือสัญญาว่าจ้างของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ในกรณีที่มีการบรรลุข้อตกลงในเรื่องบันทึกความเข้าใจดังกล่าว หน่วยปฏิบัติการจะรับผิดชอบการกวาดล้างทุ่นระเบิดในประเทศไทยเป็นหลัก แต่จะต้องมีความพร้อมที่จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศในกรณีฉุกเฉินตามดุลพินิจของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย[42]

รัฐบาลแคนาดาได้บริจาคเครื่องจักรกลกวาดล้างทุ่นระเบิด PROMAC (BDM 48) และสารเคมีจุดระเบิด FIXOR ที่ผลิตในแคนาดา ในมูลค่าประมาณ 340,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (14,487,060 บาท) ให้แก่ นปท. 1 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2546[43] มหาวิทยาลัยควีนส์ (ประเทศแคนาดา) และศูนย์เทคโนโลยีเพื่อปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งแคนาดา (Canada Centre for Mine Action Technologies: CCMAT) โดยการสนับสนุนของรัฐบาลแคนาดา ได้ร่วมกันจัดโครงการฝ่าเท้าเทียมไนแอการา (Niagara Foot) สำหรับการทดลองใช้กับคนไข้ในโรงพยาบาลอรัญประเทศที่ได้รับการคัดเลือก โครงการดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนเป็นจำนวนประมาณ 67,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (2,854,803 บาท)[44]

องค์กรพันธมิตรแห่งญี่ปุ่นเพื่อการสนับสนุนด้านการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Japan Alliance for Humanitarian Demining Support: JAHDS) ประจำไทย ด้วยงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นจำนวน 18,782,212 บาทต่อปี (438,888 ดอลล่าร์สหรัฐ) ได้จัดให้มีที่ปรึกษาเข้าประจำที่ ศทช. ระหว่างเดือนมีนาคมและตุลาคม 2545 JAHDS ได้นำเครื่อตรวจค้นทุ่นระเบิดเรดาร์ชื่อ Mine Eye ซึ่งได้รับการคิดค้นขึ้นล่าสุด มาให้ นปท. ต่าง ๆ และทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนได้ใช้ในปฏิบัติการ[45] ในเดือนมีนาคม 2545 สโมสรไลออนส์แห่งกรุงโตเกียวได้บริจาคยานพาหนะ 2 คัน และเครื่องตรวจค้นโลหะ 17 เครื่อง ในมูลค่ารวม 3 ล้านบาท (69,767 ดอลล่าร์สหรัฐ) ให้แก่ นปท. 3 ผ่านทาง JAHDS[46] ในเดือนธันวาคม 2545 JAHDS ได้เริ่มจัดสรรความช่วยเหลือด้านเทคนิคและการบริหารจัดการให้แก่ทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนของมูลนิธิพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น[47]

ทุนสนับสนุนมูลค่า 400,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (17,043,600 บาท) ที่รัฐบาลญี่ปุ่นจัดสรรให้แก่กองทุนสมัครใจเพื่อปฏิบัติการทุ่นระเบิดของสหประชาชาติตั้งแต่ปี 2543 ถูกใช้จ่ายหมดไปในปีปฏิทิน 2545[48]

มูลนิธิพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ สนับสนุนการฝึกอบรมพลเรือนและปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท (14,082 ดอลล่าร์สหรัฐ)[49]

องค์การแฮนดิแคป อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้รับงบประมาณจำนวน 4,092,210 บาท (96,041 ดอลล่าร์สหรัฐ) จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ สนับสนุนโครงการ “การให้ความรู้เรื่องความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด” ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ลี้ภัยจากเมียนมาร์และประชาชนไทยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ ระหว่างเดือนกรกฎาคม และตุลาคม 2545 องค์การแฮนดิแคปฯ ได้จัดโครงการ “สร้างความเข้มแข็งของระบบและกลไกการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดในประเทศไทย” ด้วยงบประมาณจำนวน 491,494 บาท (11,535 ดอลล่าร์สหรัฐ) จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ในปี 2545 องค์การแฮนดิแคปฯ ดำเนินโครงการ “ให้ความรู้เรื่องภัยทุ่นระเบิดและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุ่นระเบิดโดยฐานชุมชน” ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ด้วยงบประมาณจำนวน 898,283 บาท (21,082 ดอลล่าร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทุนสนับสนุนจำนวน 1,267,447 บาท (29,746 ดอลล่าร์สหรัฐ) ในระยะเวลา 3 ปีที่ได้รับจากสำนักงานความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลีย โครงการดังกล่าวสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 2546[50]

ในปี 2545 โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุ่นระเบิดในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ ซึ่งดำเนินการโดยคณะทำงานไทยรณรงค์เพื่อยุติกับระเบิด ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อความริเริ่มของท้องถิ่น เป็นจำนวนเงิน 261,923 บาท (6,147 ดอลล่าร์สหรัฐ) ได้สิ้นสุดลง[51]

มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ดำเนินกิจกรรมด้วยเงินบริจาคภายในประเทศจำนวน 10,000,000 บาท (234,692 ดอลล่าร์สหรัฐ)[52]

การเก็บกู้กวาดล้างทุ่นระเบิด

ในปี 2545 ศทช. ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่รวม 368,351 ตารางเมตร โดย 213,921 ตารางเมตรของพื้นที่ดังกล่าว ได้รับการตรวจสอบและประกาศเป็นพื้นที่ปลอดทุ่นระเบิด และได้มีการส่งมอบพื้นที่ 44,800 ตารางเมตรคืนเพื่อการใช้ประโยชน์ของพลเรือนในท้องถิ่น[53] ในระหว่างปฏิบัติการต่าง ๆ ดังกล่าว ได้มีการทำลายวัตถุระเบิดต่าง ๆ ที่เก็บกู้ได้ กล่าวคือ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวน 150 ทุ่น ทุ่นระเบิดกับดักยานพาหนะ 5 ทุ่น และสรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิดอีกจำนวน 189 ลูก[54]

นับแต่เริ่มปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ถึงเดือนธันวาคม 2545 ศทช. ดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ 451,326 ตารางเมตร และสามารถกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวน 621 ทุ่น ทุ่นระเบิดกับดักยานพาหนะ 6 ทุ่น และสรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิดอีก 624 ลูก[55] ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม 2546 ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากพื้นที่รวม 83,397 ตารางเมตร โดยพื้นที่ 22,400 ตารางเมตรจากจำนวนดังกล่าว ได้รับการประกาศยืนยันว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย[56] 

ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในปี 2545 ดำเนินไปตามแผนแม่บทฉบับแก้ไขเพิ่มเติม[57] หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (นปท.) 1 ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ป่าที่มีผลกระทบสูง เพื่อให้สามารถใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกได้ และยังได้เก็บกู้ในพื้นที่บริเวณรอบปราสาทเขมรโบราณ นปท. 2 เก็บกู้ในพื้นที่บริเวณตลาดชายแดนที่ทั้งชาวไทยและกัมพูชาใช้ติดต่อค้าขาย นปท. 3 เริ่มเก็บกู้ในพื้นที่รอบสะพานเชื่อมถนนแห่งหนึ่ง พื้นที่ 44,800 ตารางเมตรในจังหวัดสระแก้วที่มีการส่งมอบคืนแล้ว ถูกใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรกรรมและเพาะปลูกพืช อาทิ มันสำปะหลัง[58]

โครงสร้างของ ศทช. ประกอบด้วยสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ นปท. 4 แห่ง ศูนย์ฝึกอบรมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด 1 แห่งในจังหวัดราชบุรี ศูนย์ฝึกอบรมการแจ้งเตือนภัยทุ่นระเบิด 1 แห่งในจังหวัดลพบุรี และศูนย์ฝึกสุนัขตรวจค้นทุ่นระเบิด 1 แห่งในจังหวัดนครราชสีมา[59] ศทช. มีบุคลากรทั้งสิ้นจำนวน 311 คน ซึ่งรวมถึงทีมสำรวจ 18 คน ทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิด 144 คน ทีมทำลายวัตถุระเบิด 18 คน ทีมแจ้งเตือนให้ความรู้ 24 คน และตำแหน่งอื่น ๆ อีก 107 คน นอกจากนั้น ยังมีสุนัขตรวจค้นทุ่นระเบิดจำนวน 21 ตัว เครื่องหาพิกัดด้วยสัญญานดาวเทียม 16 เครื่อง เครื่องมือกล 6 เครื่อง เครื่องจักรกล Brush Deminer 1 เครื่อง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานด้วยมือ และเครื่องตรวจค้นโลหะอีก 93 เครื่อง[60]

ในเดือนตุลาคม 2545 ศทช. จัดตั้ง นปท. 4 ซึ่งมีบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว 14 คน และรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก ตามแผนปฏิบัติการฉบับป